วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เรื่องที่สนใจ

                  ประวัติโรงเรียนเเห่งเเรก
   




      โรงเรียนในประเทศไทย จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกในการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ ในสมัยรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ โปรดเกล้าฯให้ตั้งโรงเรียนหลวงแห่งแรกขึ้นในพระบรมมหาราชวัง ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนสวนกุหลาบสอนวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ และขนบธรรมเนียมราชการ
ต่อมายังได้โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียนหลวงสอนภาษาอังกฤษขึ้นที่พระราชวังนันทอุทยาน ฝั่งธนบุรี โรงเรียนทำแผนที่ในกรมมหาดเล็ก โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์

  โรงเรียนราษฎร์ เมื่อปี พ.ศ. 2427 ได้โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียนหลวงสำหรับราษฎรทั่วไปขึ้นตามวัดหลายแห่ง อาทิ โรงเรียนเบญจมบพิตร หรือโรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตรในปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงกำหนดหลักสูตรแนวการสอนด้วยพระองค์เอง เป็นโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์โดยตรง ไม่ขึ้นตรงต่อกระทรวงธรรมการสมัยนั้น

โรงเรียนหลวงแห่งแรกของราษฎร คือ โรงเรียนวัดมหรรณพาราม (วัดมหรรณพารามวรวิหารโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เป็นโรงเรียนเอกชนแห่งแรกของประเทศไทย และมี โรงเรียนอรุณประดิษฐเป็นโรงเรียนราษฎร์สตรีแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งจัดตั้งเมื่อ พ.ศ. 2408 สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ได้โปรดเกล้าฯจัดตั้งโรงเรียนสำหรับสตรีขึ้น สอนทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ ทรงจัดตั้งโรงเรียนราชินี บริเวณปากคลองตลาด นอกจากนี้ ยังมีโรงเรียนราษฎร์ ซึ่งเอกชนได้สร้างขึ้นหลายแห่ง เช่น โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ โรงเรียนอัสสัมชัญ ซึ่งมีบาทหลวงเป็นครูผู้สอน และโรงเรียนราษฎร์แห่งแรกที่จัดตั้งโดยคนไทย คือ โรงเรียนบำรุงวิชา เมื่อ พ.ศ. 2442
ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 4 โรงเรียน เป็นหนึ่งใน "สถานศึกษา" ที่มีอำนาจหน้าที่หรือมีวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษา      http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2

เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์



 ประเภทของคอมพิวเตอร์
  เราสามารถแบ่งประเภทของคอมพิวเตอร์ออกได้ 2 แบบ คือ แบ่งตามลักษณะของข้อมูล และแบ่งตามสมรรถนะ ขนาด และราคา
แบ่งตามลักษณะของข้อมูล ได้ 3 ประเภท คือ
 1. อนาลอกคอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อใช้กับงานเฉพาะด้าน มีการทำงานโดยใช้หลักในการวัด มีลักษณะเป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่แยกส่วนทำหน้าที่เป็นตัวกระทำและฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์ โดยใช้ค่าระดับแรงดันไฟฟ้าเป็นหลักในการคำนวณ และการรับข้อมูลจะรับในลักษณะของปริมาณที่มีค่าต่อเนื่อง ส่วนการรับข้อมูลสามารถรับข้อมูลได้โดยตรงจากแหล่งเกิดข้อมูล แล้วแสดงผลออกมาทางจอภาพ หรืออ่านค่าได้จากเครื่องวัดและแทนค่าเป็นอุณหภูมิ ความเร็ว หรือความดัน มีความละเอียดและสามารถคำนวณได้น้อยกว่าดิจิทัลคอมพิวเตอร์ ไม่สามารถเก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมากเหมือนกับดิจิทัลคอมพิวเตอร์ ได้แก่ เครื่องที่ใช้วัดปริมาณทางฟิสิกส์ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะออกมาในรูปของกราฟ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตรวจสภาพอากาศ และที่ใช้ในวงการแพทย์ เช่น เครื่องตรวจวัดสายตา ตรวจวัดคลื่นสมองและการเต้นของหัวใจ เป็นต้น
 2. ดิจิทัลคอมพิวเตอร์ (Digital Computer) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำงานโดยใช้หลักในการคำนวณแบบลูกคิด หรือหลักการนับ และทำงานกับข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง ลักษณะการคำนวณจะแปลงเลขเลขฐานสิบก่อน แล้วจึงประมวลผลด้วยระบบเลขฐานสอง แล้วให้ผลลัพธ์ออกมาอยู่ในรูปของตัวเลข ซึ่งคอมพิวเตอร์จะแปลงเป็นเลขฐานสิบเพื่อแสดงให้ผู้ใช้เข้าใจง่าย มีความสามารถในการคำนวณและมีความแม่นยำมากกว่าอนาลอกคอมพิวเตอร์ สามารถเก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมากจึงต้องใช้สื่อในการบันทึกข้อมูล เช่น จานแม่เหล็ก และเทปแม่เหล็ก เป็นต้น เนื่องจากดิจิทัลคอมพิวเตอร์มีอุปกรณ์ชิ้นส่วนต่าง ๆ เป็นมาตรฐานเดียวกันและใช้กับงานได้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ทำให้ดิจิทัลคอมพิวเตอร์มีการพัฒนาให้สามารถทำงานได้เหมาะสมกับสภาพงานทั่วไป เช่น งานพิมพ์เอกสาร งานคำนวณ งานวิจัยเปรียบเทียบค่าทางสถิติ งานบันทึกนัดหมาย งานส่งข้อความในรูปเอกสาร ภาพและเสียง ตลอดจนงานกราฟิกเพื่อนำเสนอในรูปแบบต่าง ๆ เป็นต้น
 3. ไฮบริดคอมพิวเตอร์ (Hybrid Computer) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้กับงานเฉพาะด้าน มีประสิทธิภาพสูงและสามารถทำงานที่ซับซ้อนได้ เนื่องจากมีการนำเทคนิคการทำงานของอนาลอกคอมพิวเตอร์และดิจิทัลคอมพิวเตอร์มาใช้งานร่วมกัน เช่น การส่งยานอวกาศขององค์การนาซา จะใช้เทคนิคของอนาลอกคอมพิวเตอร์ในการควบคุมการหมุนของตัวยานอวกาศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความกดดันอากาศ อุณหภูมิ ความเร็ว และใช้เทคนิคของดิจิทัลคอมพิวเตอร์ในการคำนวณระยะทางจากพื้นผิวโลก เป็นต้น
แบ่งตามสมรรถนะ ขนาดและราคา ได้ 5 ประเภท คือ
 1. ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (Supercomputer)เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด รุ่นแรก สร้างในปี ค.ศ. 1960 ที่องค์การทหารของสหรัฐอเมริกา สร้างสามารถประมวลผลได้กว่า 100 ล้านคำสั่งต่อวินาที จึงทำให้ทำงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง มีราคาแพงที่สุด เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เหมาะกับงานคำนวณที่ต้องคำนวณตัวเลขจำนวนมหาศาลให้เสร็จภายในระยะเวลาอันสั้น โดยต้องอยู่ในห้องที่มีการควบคุมอุณหภูมิและปราศจากฝุ่นละออง มักใช้กับองค์กรที่มีขนาดใหญ่เท่านั้น เนื่องจากสามารถรองรับการใช้งานของผู้ใช้จำนวนมากพร้อม ๆ กันได้ เรียกว่า มัลติโปรเซสซิ่ง (Multiprocessing) อันเป็นการใช้หน่วยประมวลผลหลายตัว เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงานหลายงานพร้อม ๆ กันได้ จึงนิยมใช้กับงานที่การคำนวณที่ซับซ้อน เช่น การพยากรณ์อากาศ การทดสอบทางอวกาศ การคำนวณทางวิทยาศาสตร์ การบิน อุตสาหกรรมน้ำมัน ตลอดจนการวิจัยในห้องปฏิบัติการ ทั้งของภาครัฐบาลและเอกชน เป็นต้น ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่รู้จักกันดีในปัจจุบันได้แก่ Cray Supercomputer
2. เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe Computer) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่มีความเร็วในการประมวลผลสูงรองลงมาจากซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ต้องอยู่ในห้องที่ควบคุมอุณหภูมิและปราศจากฝุ่นละออง และได้รับการพัฒนาให้มีหน่วยประมวลผลหลายหน่วยทำงานพร้อม ๆ กันเช่นเดียวกับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ แต่มีจำนวนหน่วยประมวลผลที่น้อยกว่า จึงทำให้สามารถประมวลผลคำสั่งได้หลายสิบล้านคำสั่งต่อวินาที ระบบคอมพิวเตอร์ของเครื่องเมนเฟรมส่วนมากจะมีระบบคอมพิวเตอร์ย่อย ๆ ประกอบอยู่ด้วย เพื่อช่วยในการทำงานบางประเภทให้กับเครื่องหลัก มีราคาแพงมาก (แต่น้อยกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์) เหมาะกับงานที่มีข้อมูลที่มีปริมาณมากต้องประมวลผลพร้อมกันโดยผู้ใช้นับพันคน (Multi-user) ใช้กับองค์กรใหญ่ ๆ ทั่วไป เช่น งานด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิทยาศาสตร์ การควบคุมระบบเครือข่าย งานพัฒนาระบบ งานด้านธุรกิจ ธนาคาร งานสำมะโนประชากร งานสายการบิน งานประกันชีวิต และมหาวิทยาลัย เป็นต้น




http://www.eduzones.com/knowledge-2-8-28014.html





หน่วยนำเข้า

   
               ประเภทหน่วยนำเข้า                                 
คีย์บอร์ด หรือ แป้นพิมพ (ศัพท์บัญญัติใช้ว่า แผงแป้นอักขระ) เป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ทุกเครื่องจำเป็นต้องมี โดยปกติมักจะมีลักษณะ เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าหรือใกล้เคียง มีแป้นต่างๆ ประมาณร้อยแป้นอยู่บนคีย์บอร์ด (ขึ้นอยู่กับผังแป้นพิมพ์) ซึ่งถอดแบบมาจากเครื่องพิมพ์ดีด ออกแบบมาเพื่อใช้สำหรับรับข้อมูลที่เป็นตัวอักขระ แล้วทำการเปลี่ยนเป็นรหัส หรือ บิต จากนั้นจึงส่งให้คอมพิวเตอร์ประมวลผล หรือใช้ควบคุมฟังก์ชันการทำงานบางอย่างของคอมพิวเตอร์ และเพื่อให้การป้อนข้อมูลที่เป็นอักขระและตัวเลขทำได้ง่ายและสะดวกขึ้น คีย์บอร์ดจึงแยกแผงที่เป็นแป้นอักขระกับแป้นตัวเลขแยกไว้ต่างหาก
เมาส์ (Mouse) คืออุปกรณ์ที่ใช้ในการควบคุมการใช้งานในคอมพิวเตอร์ชิ้นหนึ่ง ซึ่งออกแบบเพื่อให้พอดีกับการใช้งานโดยส่วนโค้งและส่วนเว้าโค้งเข้าตามกับอุ้งมือของผู้ใช้ โดยภายด้านใต้ของเมาส์ จะมีอุปกรณ์ซึ่งตรวจจับการเคลื่อนไหวของเมาส์ โดยส่งสัญญาณไปที่คอมพิวเตอร์เพื่อแสดงผลของเคอร์เซอร์บนหน้าจอคอมพิวเตอร์
สแกนเนอร์ (Scanner) คือ อุปกรณ์ต่อเชื่อมคอมพิวเตอร์แบบกราฟิกที่มีหน้าที่ในการแปลงภาพต้นฉบับ (รูปถ่าย ตัวอักษรบนหน้ากระดาษ ภาพวาด) ให้เป็นข้อมูล เพื่อให้คอมพิวเตอร์ สามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ ในการแสดงผลที่หน้าจอ ทำให้สามารถแก้ไข ตกแต่งเพิ่มเติม และจัดเก็บข้อมูลได้


เครื่องอ่านรหัสแท่ง (Bar Code Reader) เป็นอุปกรณ์รับเข้าที่ใช้สำหรับอ่านรหัสแท่ง (Bar Code) ซึ่งเป็นแถบเส้นที่ประกอบด้วยเส้นขนาดแตกต่างกันใช้แทนรหัสข้อมูลต่าง ๆ การอ่านจะใช้แสงส่องแถบเส้นทำให้เกิดการสะท้อนเพื่อรับรหัสเข้ามาตีความหมาย

หน่วยเเสดงผล

                
                      ประเภทหน่วยเเสดงผล                                                                 หน่วยแสดงผล (Output Unit) ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์จากคอมพิวเตอร์ โดยมากจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
หน่วยแสดงผลชั่วคราว (Soft Copy)
หมายถึงการแสดงผลออกมาให้ผู้ใช้ได้รับทราบในขณะนั้น แต่เมื่อเลิกการทำงานหรือเลิกใช้แล้วผลนั้นก็จะหายไป ไม่เหลือเป็นวัตถุให้เก็บได้ ถ้าต้องการเก็บผลลัพธ์นั้นก็สามารถส่งถ่ายไปเก็บในรูปของข้อมูลในหน่วยเก็บข้อมูลสำรอง เพื่อให้สามารถใช้งานได้ในภายหลัง ได้แก่
จอภาพ (Monitor)
อุปกรณ์ฉายภาพ (Projector)

อุปกรณ์เสียง (Audio Output)


หน่วยแสดงผลถาวร (Hard Copy)
หมายถึงการแสดงผลที่สามารถจับต้อง และเคลื่อนย้ายได้ตามต้องการ มักจะออกมาในรูปของกระดาษ ซึ่งผู้ใช้สามารถนำไปใช้ในที่ต่าง ๆ หรือให้ผู้ร่วมงานดูในที่ใด ๆ ก็ได้ อุปกรณ์ที่ใช้เช่น
เครื่องพิมพ์ (Printer)

เครื่องพลอตเตอร์ (Plotter)                                                                                                                                      http://ballobey.blogspot.com/2012/10/output.html       

หน่วยความจำสำรอง


วัตถุประสงค์
วัตถุประสงค์

บอกความแตกต่างระหว่างหน่วยความจำหลัก และหน่วยความจำสำรองได้
อธิบายลักษณะของดิสเก็ตแบบดั้งเดิมเปรียบเทียบกับดิสเก็ตความจุสูงเปรียบเทียบฮาร์ดดิสก์ภายใน ฮาร์ดดิสก์กล่อง และฮาร์ดดิสก์อัดแน่นได้
บอกแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของฮาร์ดดิสก์ด้วยการสร้างแคชดิสก์ ชุดจานบันทึกอิสระเสริมซ้อนการบีบอัดข้อมูลได้
       บอกชนิดของออปติคัลดิสก์ได้
บอกรายละเอียดของหน่วยบันทึกโซลิดสเตท อินเทอร์เน็ตฮาร์ดไดรฟ์ และเทปแม่เหล็กได้
          บอกรายละเอียดของหน่วยบันทึกที่มีความจุสูงได้

หน่วยความจำ

หน่วยความจำหลั       หน่วยความจำแบบลบเลือน     หน่วยความจำแบบชั่วคราว  -----เป็นสื่อหน่วยความจำที่เคลื่อนย้ายได้ง่าย
โดยปกติใช้บันทึกและถ่ายโอนข้อมูลไฟล์ที่มีขนาดเล็ก เช่น ไฟล์ประมวลผลคำ  ไฟล์แผ่นตารางทำ ฟล็อปปี้ดิสก์ไดรฟ์ (FDD)
การ หรือไฟล์ชนิดอื่นๆ
ใช้บันทึกข้อมูลหรือโปรแกรม
จะทำการค้นคืนข้อมูลโดยการอ่านประจุแม่เหล็กไฟฟ้าบนผิวหน้าดิสก์
บ้างครั้งอาจเรียกดิสเก็ตว่าเฟล็กซิเบิลดิสก์ และฟล็อปปี้
ดิสเก็ตแบบดั้งเดิม

1.   แบบที่ใช้กันโดยทั่วไปคือ 2HD มาจากคำว่า สองหน้า ความหนาแน่นสูง

1. บานเปิด (Shutter)


2. ฉลาก (Labels)


3. ช่องป้องกันการเขียน (Write-protection notch)


4. แทร็ค (Tracks)



5. เซ็กเตอร์ (Sectors)





หน่วยความจำ


                                     ประเภทหน่วยความจำ                                                                 บอกความแตกต่างระหว่างหน่วยความจำหลัก และหน่วยความจำสำรวจเเละอธิบายลักษณะของดิสเก็ตแบบดั้งเดิมเปรียบเทียบกับ                                                                                                                ดิสเก็ตความจุสูงได้
ปรียบเทียบฮาร์ดดิสก์ภายใน ฮาร์ดดิสก์กล่อง และฮาร์ดดิสก์อัดแน่นได้

บอกแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของฮาร์ดดิสก์ด้วยการสร้างแคชดิสก์ ชุดจานบันทึกอิสระเสริมซ้อน การบีบอัดและคลายการบีบอัดข้อมูลได้

บอกชนิดของออปติคัลดิสก์ได้

บอกรายละเอียดของหน่วยบันทึกโซลิดสเตท อินเทอร์เน็ตฮาร์ดไดรฟ์ และเทปแม่เหล็กได้

บอกรายละเอียดของหน่วยบันทึกที่มีความจุสูงได้



หน่วยความจำ

หน่วยความจำหลัก

หน่วยความจำแบบลบเลือน        หน่วยความจำแบบชั่วคราว   









ดิสเก็ต

    

เป็นสื่อหน่วยความจำที่เคลื่อนย้ายได้ง่าย

โดยปกติใช้บันทึกและถ่ายโอนข้อมูลไฟล์ที่มีขนาดเล็ก เช่น ไฟล์ประมวลผลคำ  ไฟล์แผ่นตารางทำการหรือไฟล์ชนิดอื่นๆ

ฟล็อปปี้ดิสก์ไดรฟ์ (FDD)

-จะทำการค้นคืนข้อมูลโดยการอ่านประจุแม่เหล็กไฟฟ้าบนผิวหน้าดิสก์

-บ้างครั้งอาจเรียกดิสเก็ตว่าเฟล็กซิเบิลดิสก์ และฟล็อปปี้








http://theo-srv.acs.ac.th/~29716/29716/com_assignment/Entries/2009/9/10_files/stroke.pnghttp://theo-srv.acs.ac.th/~29716/29716/com_assignment/Entries/2009/9/10_files/stroke_1.pngฮาร์ดดิสก์



        สามารถบันทึกและค้นคืนได้เร็วกว่าดิสเก็ต

        มีความจุสูง    ฮาร์ดดิสก์แบ่งออกเป็น 2 ชนิดได้แก่

            
     -ฮาร์ดดิสกล่อง
-ฮาร์ดดิสอัดเเน่น

วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2557

หน่วยความจำหลัก

                  หน่วยความจำหลัก
   หน่วยความจำหลักเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการจดจำข้อมูล และโปรแกรมต่างๆ ที่อยู่ระหว่างการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ ซึ่งบางครั้งเราก็เรียกว่า หน่วยเก็บข้อมูลหลัก ( Primary Storage ) หน่วยความจำหลักแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
  • หน่วยความจำแบบอ่านอย่างเดียว หรือที่เรียกว่า รอม ( ROM ) คือหน่วยความจำที่เก็บชุดคำสั่งที่ใช้ในการเริ่มต้นการทำงานหรือชุดคำสั่งที่สำคัญๆ ของระบบคอมพิวเตอร์ โดยคำสั่งเหล่านี้จะเก็บไว้ในในชิป ชื่อ ROM BIOS ( Basic Input/Output System ) เนื่องจากรอมมีคุณสมบัติในการเก็บข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้าหล่อเลี้ยง ถึงแม้ว่าเราจะปิดเครื่องแล้วเมื่อเปิดเครื่องใหม่ข้อมูลในรอมก็ยังอยู่เหมือนเดิมไม่มีการสูญหาย แต่ข้อเสียของรอมคือไม่สามารถแก้ไขหรือเพิ่มเติมชุดคำสั่งได้ในภายหลัง และมีความเร็วในการทำงานช้ากว่าหน่วยความจำแบบแรม
·       หน่วยความจำหลักแบบแก้ไขได้ หรือที่เรียกว่า แรม ( Ram ) หมายถึงหน่วยความจำความเร็วสูงซึ่งเป็นที่เก็บโปรแกรมและข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ถ้าไม่มีหน่วยความจำนี้โปรเซสเซอร์จะทำงานไม่ได้ เนื่องจากว่าหน่วยความจำแรมเป็นที่เก็บข้อมูลทุกอย่างที่โปรเซสเซอร์ใช้ในขณะกำลังทำงาน เพราะอุปกรณ์ที่เก็บข้อมูลอื่น จะมีความเร็วในการอ่านและบันทึกข้อมูลช้ามาก ขณะที่ซีพียูทำงานจึงต้องทำงานกับหน่วยความจำแรมที่มีความเร็วสูง ถ้าคอมพิวเตอร์มีหน่วยความจำมากก็สามารถทำงานได้เร็วขึ้น เพราะว่ามีเนื้อที่สำหรับเก็บคำสั่งโปรแกรมต่างๆ ได้ทั้งหมด โดยที่ไม่จำเป็นต้องเรียกคำสั่งที่ใช้มาจากหน่วยเก็บข้อมูลสำรอง ซึ่งจะทำให้การทำงานช้าลงอย่างมาก






หน่วยประมวล


                        ประเภทหน่วยประมวลผล                        คือ สมองของระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งทำหน้าที่ในการควบคุมการปฏิบัติงานหลักของเครื่อง กล่าวคือ ทำหน้าที่ด้านการคำนวณ ประมวลผลและการเปรียบเทียบตามคำสั่งหรือโปรแกรม โดยทั่วไปในเครื่อง ไมโครคอมพิวเตอร์จะติดตั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของหน่วยประมวลผลกลาง ซึ่งจะประกอบด้วย Microprocessor Chip, แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (Card) และ Chip ประกอบอื่น ๆ ไว้บนแผงวงจรหลักที่เรียกว่า Mainboard หรือ Motherboard
รวมเรียกทั้งหมดนี้ว่า System Unit หรือ System Cabinet นำไปติดตั้งไว้ในตัวถัง หรือ Case

 หน่วยประมวลผลกลาง หรือ CPU ประกอบด้วยหน่วยย่อย 2 หน่วย คือ หน่วยควบคุม (Control Unit) และหน่วยคำนวณและตรรกะ (Arithmetic and Logical Unit : ALU)
1. หน่วยควบคุม (Control Unit) 
  • หน่วยควบคุม(Control Unit) ทำหน้าที่ส่งสัญญาณควบคุม(Control Signal) ไปควบคุมการทำงานของหน่วยประมวลผล เป็นเหมือนผู้ที่ทำหน้าที่ปิด-เปิดสวิตช์ เพื่อควบคุมวงจรให้ทำงานตามคำสั่งหรือ โปรแกรมได้รับมา สัญญาณควบคุมต่าง ๆ เหล่านี้ ได้แก่


    - ควบคุมการเคลื่อนย้ายข้อมูลระหว่างหน่วยความจำหลักกับหน่วยต่าง ๆ
    - ควบคุมการเคลื่อนย้ายข้อมูลระหว่างหน่วยต่าง ๆ ภายในหน่วยประมวลผลกลาง                 2. หน่วยคำนวณและตรรกะ (Arithmetic and Logical Unit : ALU) 
    หน่วยคำนวณและตรรกะ หรือที่เรารียกอีกอย่างหนึ่งว่า ALU ซึ่งวงจรนี้จะทำหน้าที่หลัก 2 อย่างคือ
    1. ทำหน้าที่ด้านตรรกะ คือ การเปรียบเทียบ ได้แก่ เท่ากับ ไม่เท่ากับ มากกว่า น้อยกว่า มากกว่าหรือเท่ากับ น้อยกว่า หรือเท่ากับ
    2. ทำหน้าที่เป็นเครื่องคิดเลขคำนวณ บวก ลบ คูณ หาร


หลักการทำงาน

                                     ประเภทหลักการทำงาน                                                                 หลักการทำงานเมื่อพิจารณาศัพท์คำว่า Computer ถ้าแปลกันตรงตัวตามคำภาษาอังกฤษ จะหมายถึง เครื่องคำนวณ ดังนั้นถ้ากล่าวอย่างกว้าง ๆ
เครื่องคำนวณที่มีส่วนประกอบเป็นเครื่องกลไกหรือเครื่องไฟฟ้า ต่างก็จัดเป็นคอมพิวเตอร์ได้ทั้งสิ้น ลูกคิดที่เคยใช้กันในร้านค้า ไม้บรรทัด คำนวณ (slide rule) ซึ่งถือเป็นเครื่องมือประจำตัววิศวกรในยุคยี่สิบปีก่อน หรือเครื่องคิดเลข ล้วนเป็นคอมพิวเตอร์ได้ทั้งหมด
  
ในปัจจุบันความหมายของคอมพิวเตอร์จะระบุเฉพาะเจาะจง หมายถึง เครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถทำงานคำนวณผลและเปรียบเทียบค่าตามชุดคำสั่งด้วยความเร็วสูงอย่างต่อเนื่องและอัตโนมัติ แต่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้คำจำกัดความของคอมพิวเตอร์ไว้ค่อนข้างกะทัดรัดว่า "เครื่องอิเล็กทรอนิกส์แบบอัตโนมัติ ทำหน้าที่เสมือนสมองกล ใช้สำหรับแก้ปัญหาต่าง ๆ ทั้งที่ง่ายและซับซ้อน โดยวิธีทางคณิตศาสตร์"



การทำงานของคอมพิวเตอร์ 
เครื่องคอมพิวเตอร์มีขั้นตอนการทำงาน ขั้นตอน คือ
1. 
รับโปรแกรมและข้อมูล โปรแกรมในที่นี้ หมายถึง ชุดของคำสั่งที่จะให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ส่วนข้อมูล อาจเป็นตัวเลขหรือตัวหนังสือก็ได้ ที่ต้องการให้คอมพิวเตอร์ทำการประมวลผล

2. 
การประมวลผล หมายถึง การจัดระเบียบแบบแผนของข้อมูล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ ซึ่งทำได้โดยการคำนวณ
เปรียบเทียบ วิเคราะห์โดยใช้สูตรทางวิทยาศาสตร์ หรือ คณิตศาสตร์ โดยอาศัยคำสั่งหรือโปรแกรมที่เขียนขึ้น

3. 
แสดงผลลัพธ์ คือ การนำผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลเสร็จเรียบร้อย แสดงออกในรูปแบบต่าง ๆ ที่ผู้ใช้เข้าใจ และนำไปใช้ประโยชน์ได้
ขั้นตอนทั้ง แสดงได้ด้วยแผนภาพดังนี้ 

ประเภทของคอมพิวเตอร์

                     ประเภทของคอมพิวเตอร์
การแบ่งประเภทของคอมพิวเตอร์นั้นสามารถแบ่งได้ตามลักษณะการใช้งานได้ 4 ประเภทด้วยกันคือ

1.
ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (supercomputer)
คอมพิวเตอร์ประเภทซูเปอร์คอมพิวเตอร์ นั้น  ถือได้ว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วมาก ๆและก็มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในแต่ละประเภท เมื่อมีประสิทธิภาพสูง เรื่องของขนาดเครื่องคอมพิวเตอร์ประเภท Supercomputer ก็มีขนาดใหญ่เช่นกัน แล้ว เรื่องราคาก็สูงตามไปเช่นกันอีกด้วย การใช้งานของประเภท SuperComputer  ส่วนใหญ่จะใช้กับ งานทางด้านวิทยาศาสตร์และด้านวิศวกรรมศาสตร์  เช่น การพยากรณ์อากาศล่วงหน้าเป็นเวลาหลายวัน การศึกษาผลกระทบของมลพิษกับสภาวะแวดล้อมเป็นต้น
 







2. เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (mainframe computer) 
ประเภท เมนเฟรมคอมพิวเตอร์นี้ ความสามารถจะน้อยกว่าประเภท ซูเปอร์คอมพิวเตอร์มากพอสมควร  แต่ยังมีความเร็วสูง และมีประสิทธิภาพสูงกว่ามินิคอมพิวเตอร์หรือไมโครคอมพิวเตอร์  เครื่องคอมพิวเตอร์ประเภท เมนเฟรมนนี้ส่วนใหญ่จะใช้งานด้าน ธนาคาร ซึ่งคอมพิวเตอร์ประเภทนี้สามารถให้บริการ ให้บริการผู้ใช้จำนวนหลายคนพร้อม ๆ ได้ เช่น เช่น ธนาคาร จะใช้คอมพิวเตอร์ประเภทนี้ในการทำบัญชีลูกค้า หรือการให้บริการจากเครื่องฝากและถอนเงินแบบอัตโนมัติ (automatic teller machine) เป็น ซึ่งเครื่องเมนเฟรมจะเหมือนเครื่องเซฟเวอร์ ที่ทำหน้าที่ให้บริการอัพตโนมัติของธนาคารนั้นเอง
3. มินิคอมพิวเตอร์ (minicomputer)
เครื่องคอมพิวเตอร์ประเภทมินิคอมพิวเตอร์ นั้นก็จะคล้ายๆกับ ประเภท  เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ แต่ด้านความสามารถในการประมวลผลนั้น จะไม่สามารถเทียบเท่ากับ ประเภทเมนเฟรมได้ แต่ก็ยัง สามารถบริการผู้ใช้งานได้หลายคนพร้อม ๆ กัน แต่จะไม่มีสมรรถภาพเพียงพอที่จะบริการผู้ใช้ในจำนวนที่เทียบเท่าเมนเฟรม คอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ประเภทนี้มักจะใช้กับ องค์กรขนาด กลาง จนถึง ขนาดเล็ก หรือ อาจจะใช้เป็นหน่วยย่อยๆขององค์กรใหญ่ๆ ก็ได้



4. ไมโครคอมพิวเตอร์ (microcomputer) หรือ 


            พีซี (personal computer หรือ PC ) 
ไมโครคอมพิวเตอร์ คือ คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ (desktop computer) หรือขนาดเล็กกว่านั้น อาทิเช่น  notebook , netbook และ Tablet เมื่อปีพ.ศ. 2518 เริมมีการนำ คอมพิวเตอร์ประเภทนี้เข้ามาใช้และได้รับการนิยมมากจนถึงปัจจุบัน คอมพิวเตอร์ประเภทนี้ จะมีขนาดเล็ก เหมาะสำหรับการใช้งาน ประเภทส่วนบุคคลทั่วๆไป เช่น ดูหนังฟังเพลง เล่นเกมส์ ทำงานเอกสาร และอื่นๆอีกตามสเปกของคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นๆ ราคาของคอมพิวเตอร์ประเภทนี้ก็จะไม่แพงมากนัก ก็ยังคงขึ้นอยู่กับสเปกของแต่ละเครื่องไป